ReadyPlanet.com
dot dot
bulletสินค้าหรือบริการที่ 1
dot
คำถามที่พบบ่อย และตัวอย่างผู้ป่วย
dot
bulletคำถามเรื่องโรคปวดหลัง ที่ถูกถามบ่อยๆ
bulletภาพงานบรรยาย
bulletKIDS and MOM
bulletตัวอย่างผู้ป่วย
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletเว็บสำเร็จรูป
bulletจดโดเมนเนม
bulletเว็บซื้อขาย
dot
Newsletter

dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง


บทความเรื่อง ไขความลับเรื่องโรคกระดูกสันหลัง ลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

 

ไขความลับโรคกระดูกสันหลัง
โรคกระดูกสันหลัง เป็นโรคที่พบบ่อย พบได้ทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าทุกคนต้องเคยปวดหลังซักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะสาเหตุจากอะไรก็ตาม ในบทความนี้ขอแนะนำโรคกระดูกสันหลังที่พบบ่อย และแนวทางในการป้องกันและดูแลตัวเองเมื่อมีอาการปวดหลัง
โครงสร้างของกระดูกสันหลัง (Anatomy)
                 กระดูกสันหลังมีหน้าที่ ที่สำคัญมาก คือ 1. ช่วยเป็นแกนโครงสร้างของร่างกาย ทำให้คนเรายืนตัวตั้งตรงได้ 2. ช่วยทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว อิริยาบทต่างๆจากข้อต่อมากมายในกระดูกสันหลัง 3. ช่วยเป็นเกราะป้องกันระบบประสาทไม่ให้ได้รับบาดเจ็บโดยง่าย
การจะเข้าใจปัญหาโรคทางกระดูกสันหลัง ในเบื้องต้นควรจะทราบโครงสร้างของกระดูกสันหลัง (Anatomy) เสียก่อนซึ่งมีความซับซ้อนพอสมควร แต่สามารถแบ่งอธิบายง่ายๆได้ดังนี้
1.     กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical spine) ประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น
2.     กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic spine)ประกอบด้วยกระดูก 12 ชิ้น
3.     กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar spine)ประกอบไปด้วยกระดูก 5 ชิ้น
4.     กระดูกสันหลังส่วนก้นและก้นกบ (Sacral and Coccygeal spine)
กระดูกสันหลังแต่ละส่วนจะเชื่อมโยงกันและทำให้เกิดอวัยวะ 3 ส่วนที่มักจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคของกระดูกสันหลัง ได้แก่
1.หมอนรองกระดูกสันหลัง (The Disc)
      หมอนรองกระดูกสันหลังจะอยู่คั่นระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น จะช่วยในการรับน้ำหนักร่างกาย แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นใน จะมีลักษณะเหลว คล้าย เจลลี่ ชั้นนอกจะมีความแข็งแรงมากกว่า ช่วยหุ้มของเหลวด้านในเอาไว้
2.ข้อต่อกระดูกสันหลัง(Facet Joint)
      ข้อต่อกระดูกสันหลังมีหน้าที่เชื่อมต่อกระดูกสันหลังแต่ละชั้นเข้าด้วยกัน มี 2 ข้าง ซ้ายและขวา เรียกชื่อคล้ายหมอนรองกระดูกเช่น ข้อต่อกระดูกสันหลัง L4-L5 เป็นต้น
3.ช่องโพรงกระดูกสันหลัง และ เส้นประสาทไขสันหลัง
(The Spinal Canal and the Spinal Cord)
      กระดูกสันหลังจะมีช่องโพรงกระดูกสันหลังด้านในเหมือนเป็นท่อน้ำ วิ่งจากคอไปถึงสะโพก ภายในจะบรรจุไปด้วยน้ำเลี้ยงไขสันหลัง ภายในช่องโพรงกระดูกสันหลัง จะมี เส้นประสาทวิ่งลงมา คล้ายสายไฟหลายเส้น ลอยอยู่ในท่อน้ำ ปกติเส้นประสาทไขสันหลังจะวิ่งลงมาหยุดที่กระดูกสันหลังส่วนเอว L1 ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ควรทราบ เพราะการผ่าตัดกระดูกสันหลังต่างๆทีทำตั้งแต่ระดับ L1 ลงมาจะมีความเสี่ยงน้อยลงมาก เนื่องจาก เส้นประสาทไขสันหลัง ลงมาหยุดที่ L1 เท่านั้น
อาการของโรคกระดูกสันหลัง
                แบ่งออกได้เป็น 3 อาการ ได้แก่
1.อาการปวดหลัง  ถ้ามีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือเป็นๆหายๆ อาจบ่งชี้ว่า การรับน้ำหนักของข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง (The Disc) ไม่ดี พบได้บ่อยในกลุ่มโรค หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม(Degenerative Disc Disease) หรือ ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Facet Joint Arthrosis) หรือร้ายแรงกว่านั้นเช่น โรคติดเชื้อ หรือเนื้องอกในกระดูกสันหลัง
2. อาการปวดร้าวลงขาถ้ามีอาการปวดสะโพก และปวดร้าวลงขา อาจบ่งชี้ว่า มีการรบกวนเส้นประสาท หรือช่องโพรงไขสันหลัง เช่น โรคช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) หรือ หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Disc Herniation)
3.อาการปวดหลังร่วมกับปวดขาบ่งชี้ว่า การรับน้ำหนักของข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง (The Disc) ไม่ดี ร่วมกับตัวโรคมีการรบกวนเส้นประสาทด้วย
เมื่อผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวไปพบแพทย์ จะทำการซักประวัติ, ตรวจร่างกายและส่งตรวจต่าง ๆ เมื่อหาสาเหตุ โชคดีที่ปัจจุบันมีเครื่องมือ ในการวินิจฉัยที่รวดเร็วและเม่นยำมากขึ้น เช่น เครื่อง เอ็ม อาร์ ไอ สแกน(MRI : Magnetic Resonance Imaging) เป็นการถ่ายภาพ โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะได้ภาพที่คมชัดกว่าและวินิจฉัยโรคได้แม่ยำกว่า การถ่ายภาพ ถ่ายรังสี  (X-ray) ธรรมดามาก ซึ่งการส่งตรวจก็ขึ้นกับ ประวัติ อาการ และดุลพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา
แนวทางในการรักษา
การรักษาโรคทางกระดูกสันหลัง ก็ขึ้นกับการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอะไร แบ่งวิธีการรักษา
ผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดหลัง จากความผิดปกติของกระดูกสันหลังแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 4 วิธี
วิธีที่ 1: สังเกตอาการ ไม่มีการรักษา
                ส่วนใหญ่อาการปวดหลังทั่วๆไป ที่เกิดขึ้นมาเอง จะอาการดีขึ้นหรือหายไปได้เองภายใน 2-4 สัปดาห์ บางครั้งถ้าปวดไม่มาก เพียงสังเกตอาการ ถ้าอาการมีแนวโน้มดีขึ้น และสุดท้ายหายไปก็ไม่ต้องทำอะไร
วิธีที่2 : การทานยา และการกายภาพบำบัด
                ถ้าผู้ป่วยรู้สึกปวดหลังมากขึ้น และรู้สึกว่ารบกวนชีวิตประจำวันก็สามารถเริ่มการรักษาวิธีที่ 2 ได้ การทานยาก็ได้แก่ ทานยาแก้ปวดธรรมดา พาราเซตามอลหรือ ทานยาแก้ปวดที่แรงขึ้นเช่น ยาแก้ปวดลดอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์(NSAIDS) ซึ่งมีหลายตัว หลายกลุ่ม สามารถลดอาการปวดและการอักเสบได้ดี แต่ควรระวังเนื่องจากยากลุ่มนี้ อาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ จึงควรใช้ในระยะเวลาสั้นๆ 1-2 สัปดาห์ เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้วควรหยุดยา
                การใช้ยาแก้ปวด กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ ก็สามารถใช้ลดอาการปวดได้ในกรณีที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อร่วมด้วย
                การทำกายภาพ ได้แก่ การใช้เครื่องอัตราซาวน์ หรือกระตุ้นไฟฟ้า สามารถลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ และทำให้อาการปวดดีขึ้นได้
เครื่องดึงคอหรือหลัง( Traction)
                        ช่วยยืดข้อกระดูก และหมอนรองกระดูก ช่วยลดความดันที่กดลงบนเส้นประสาท และทำให้อาการปวดดีขึ้นได้
                Chiropracticเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกวีธีหนึ่ง ซึ่งจากงานวิจัย พบว่า สามารถลดอาการปวดหลังในระยะเฉียบพลันได้ แต่ในกลุ่มที่ปวดเรื้อรัง และมีกระดูกผิดรูปร่วมด้วย การศึกษาวิจัยยังไม่ชัดเจนนัก
                การฝังเข็ม เป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกอีกวีธีหนึ่ง สามารถลดอาการปวดหลังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อเกร็ง( Myofacial pain Syndrome)
วิธีที่3 : การฉีดยาเข้าไปภายในโพรงกระดูกสันหลัง (Epidural steroid injection)
                วิธีนี้ใช้เฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวจากเส้นประสาทเป็นหลัก เช่น ปวดแขน หรือ ปวดขา เนื่องจากหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
                วีธีการคือ จะฉีดยาสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่สามารถลดการอักเสบได้อย่างดี ฉีดเข้าไปบริเวณโพรงกระดูกสันหลังที่มีพยาธิสภาพ ให้ยาเข้าไปลดการอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ เมื่อการอักเสบของเส้นประสาทลดลง อาการปวดก็จะดีขึ้น
วิธีที่ 4:การผ่าตัด
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า  ไม่ใช่ทุกคนที่ปวดหลังจะต้องผ่าตัดนะครับ   มีเพียง 5-10%ของผู้ป่วยเท่านั้นที่จำเป็นต้องผ่าตัด  เนื่องจากรักษาด้วยยาและการกายภาพไม่ได้ผลขออธิบายและแบ่งการรักษาตามชนิดของโรคที่พบว่ามีการผ่าตัดเกิดขึ้นบ่อยๆ                เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและการเปรียบเทียบ
1.                      โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ( Lumbar disc herniation )
                  การผ่าตัดวิธีมาตรฐานที่ทำกันอยู่ คือเปิดแผลผ่าตัดบริเวณเอวเหนือระดับที่เป็นโรค
                   แผลผ่าตัดประมาณ 5 8 ซม. ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของผู้ป่วย ผ่าตัดเข้าไปในบริเวณที่เป็นโรคและ
                นำหมอนรองกระกระดูกส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ( ขั้นตอนนี้อาจใช้กล้องขยายเพื่อให้
                 เห็นชัดเจนมากขึ้น )   หลังผ่าตัดสามารถ ลุกนั่ง และเดินได้ 2-3วันหลังผ่าตัด อยู่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน 
              ระยะพักฟื้นที่บ้านประมาณ 2-4 สัปดาห์   ผลการรักษาดีมาก โอกาสหายอยู่ที่ 90-95% 
                  การผ่าตัดแบบใหม่ได้แก่   1. การผ่าตัดโดยวิธีการส่องกล้อง ( Endoscopic discectomy )
                                                        2. การผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์หรือคลื่นความถี่สูง ( Laser discectomy
                   or Neucleoplasty )             
                            *การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง ( Endoscopicdiscectomy ) เป็นวิธีการผ่าตัดโดย
               การเปิดแผล ขนาดประมาณ 1-2 ซม. ข้างลำตัวหรือด้านหลัง สอดกล้องเข้าไปบริเวณที่เป็นโรค
               และนำหมอนรองกระดูกชิ้นที่กดทับเส้นประสาทออก
                   ข้อดี             1. แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 1-2 ซม. ปวดแผลผ่าตัดน้อย
                                   2. ระยะพักฝื้นใกล้เคียง วิธีมาตรฐาน หรือ สั้นกว่าเล็กน้อย
                                  3. ผลการรักษาดี โอกาสหายอยู่ที่ประมาณ 90%
                    ข้อเสีย          1. ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีมาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือพิเศษมากกว่าวิธี
                         การมาตรฐานแต่ระยะเวลานอนโรงพยาบาลจะสั้นกว่า
                     2. ใช้วิธีนี้ได้เฉพาะหมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่มาก ในกรณีที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนที่
                     ไปไกลมาก ไม่สามารถใช้วิธีการนี้ได้ เนื่องจากกล้องจะส่องตามไปไม่ถึง
                     3. การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ต้องใช้แพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความคุ้นเคยกับการ
                     ใช้เครื่องมือสูง จึงจะได้ผลการรักษาที่ดี และผลแทรกซ้อนน้อย                
                    *การผ่าตัดโดยใช้เลเซอร์หรือคลื่นความถี่สูง ( Laser discectomy or Neucleoplasty )
                      เป็นวิธีการผ่าตัดโดยการสอดสายลวดเข้าด้านข้างลำตัว เข้าไปในหมอนรองกระดูกที่
                       กดทับเส้นประสาท ที่ปลายของสายลวด สามารถส่งผ่านพลังงานเลเซอร์ หรือคลื่นความถี่สูง
                   ทำให้เนื้อหมอนรองกระดูกระเหิด ( Vaporization ) ลดความดันในหมอนรองกระดูก และ
                     ลดความดันที่กดทับเส้นประสาทลงด้วย
                 ข้อดี               1. แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2-3 ซม. ปวดแผลผ่าตัดน้อย
                                  2. ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่ต้องพักฟื้นที่บ้านต่อประมาณ 2-4 สัปดาห์
                  ข้อเสีย           1. จากการศึกษาพบว่า ผลการรักษาดีปานกลาง โอกาสหายอยู่ที่ประมาณ 75%
                 ซึ่งต่ำกว่าวิธีมาตรฐานอยู่บ้าง เนื่องจากวิธีการนี้ไม่ได้ผ่าตัดเพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่
                  ทับเส้นประสาทออกโดยตรง แต่ใช้วิธีลดความดันในหมอนรองกระดูกแทน
                                       2. ใช้ได้เฉพาะหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ไม่มาก
                                        3. ต้องใช้แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดวิธีนี้จึงจะได้
                                         ผลการรักษาที่ดี และผลแทรกซ้อนน้อย
                2.   โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม ( Degenerative Disc disease )
                      คนไข้กลุ่มนี้จะมีอาการปวดหลังมากเนื่องจากหมอนรองกระดูกเสื่อมและ
                     รับน้ำหนักไม่ได้ นั่งนาน ยืนนานจะกระกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น   การผ่าตัดวิธีมาตรฐาน
                    ทำกันอยู่ คือ เปิดแผลผ่าตัดบริเวณกลางหลัง แพทย์บางท่านอาจผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง
                    เหนือระดับที่เป็นโรค ผ่าตัดเข้าไปในบริเวณที่เป็นโรค นำหมอนรองกระดูกที่เสื่อมออก
                      ยึดเหล็กระหว่างข้อต่อเชื่อมข้อต่อของกระดูกสันหลังเข้าด้วยกัน หลังผ่าตัดสามารถ
                     ลุกนั่งและเดินได้ใน 2 วัน ผลการรักษาดีมาก โอกาสหายอยู่ที่ 90 %(อาการปวด)
                    แต่มีข้อเสียคือทำให้หลังตึงแล้วก้มตัวได้น้อยลง
                       การผ่าตัดแบบใหม่ คือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อหมอนรองกระดูกสันหลังเทียม
                     (Total disc replacement) สร้างจากโลหะพิเศษ ( Cobalt chrome or titanium
                    สามารถเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงข้อหมอนรองกระดูกปกติ ใช้ใส่ทดแทนหมอนรองกระดูกเดิมที่เสื่อม
                     ข้อดี                1. ผลการรักษาดีมาก โอกาสหายอยู่ที่ประมาณ 80-90%
                                            2. ไม่เสียการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง เนื่องจากไม่มีการยึดเหล็ก
                                            เพื่อเชื่อมข้อต่อ
                                               3. ลดโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกเสื่อมในข้ออื่นๆ ที่ติดกัน
                 ข้อเสีย            1. ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีมาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์หมอน
                                        รองกระดูกเทียม
                                         2. แผลผ่าตัดอยู่บริเวณหน้าท้อง
                                      3. ต้องใช้แพทย์ที่มีประสบการณ์สูง จึงจะได้ผลการรักษาที่ดี และผลแทรกซ้อนน้อย
การป้องกันโรคกระดูกสันหลัง
ระยะยาวผู้อ่านสามารถป้องกันการปวดหลังจากโรคกระดูกสันหลัง ได้หลายวิธี ได้แก่
1.                  การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะนั่งทำงานควรนั่งหลังตรง หรือพิงพนักเก้าอี้ ไม่ควรนั่งหลังค่อม, การยกของจากพื้น ไม่ควรใช้วิธีก้มหลัง แต่ควรใช้วิธีย่อเข่าและหลังตรงแทน จะลดโอกาส เกิดการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลัง
2.                  ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วนเกินไป ไม่ทำให้กระดูกสันหลังรับน้ำหนักที่มากเกินไป
3.                  ควรหลีกเลี่ยง เหล้าและบุหรี่ เพราะมีการศึกษาชัดเจนว่าทำให้เกิดการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น
4.                  ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ข้อนี้สำคัญมาก เนื่องจากการออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้ กล้ามเนื้อเส้นเอ็น และกระดูกสันหลังแข็งแรงมากขึ้น  และ บาดเจ็บยากขึ้นจะทำให้โอกาสเกิดโรคของกระดูกสันหลังลดลง แนะนำให้ออกกำลังกายทั่วไป เช่น แอโรบิก, จ๊อกกิ่ง, ว่ายน้ำ จะบริหารกล้ามเนื้อได้ดีกว่า การออกกำลังเฉพาะส่วน
5.                  การทานอาหารเสริมกลุ่มแคลเซียม ให้เพียงในแต่ละวัน สามารถลดโอกาสเกิดโรคกระดูกบาง หรือกระดูกพรุนได้
 
 
สุดท้ายนี้อยากจะฝากว่าทุกวันนี้มีวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังเกิดขึ้นมากมาย ไม่มีวิธีไหนที่ดีที่สุด ทุกวิธีมีข้อดี ข้อเสีย ก่อนจะเริ่มการรักษาจึงควรจะทราบก่อนว่าตนเองเป็นโรคอะไร ศึกษาอย่างรอบคอบ ปรึกษาแพทย์ที่รักษาวางแผนและ เลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดก็จะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
 
 ขอบคุณครับ
น.พ.อาทิตย์ หงส์วานิช



ภาพงานบรรยาย

รับเชิญไปบรรยายการผ่าตัดกระดูกสันหลังเทคนิคใหม่ที่บรูไน
ภาพงานบรรยายให้แก่ชุมชนชาวพิพัฒน์
หมอนรองกระดูกเคลื่อนเพราะส้นสูง
บรรยายเรื่อง อยากสวยต้องทน
ปวดเมื่อยร่างกายเรื้อรัง เตือนระวัง 'วัณโรคกระดูก' ลงในเดลินิวส์
สัมภาษณ์รายการวิทยุ Nation Radio Fm90.5 และ 102.0
สัมภาษณ์ เรื่อง Swing without fear of back pain!
ร่วมบรรยายในงานการบริการสุขภาพชาวมัลดีฟส์
วันก่อนได้รับเชิญให้ตอบคำถามรายการ บุษบาบานเช้า ช่อง5 18/11/09
ภาพงานบรรยาย California wow 02/09 article
บรรยาย ในงานประชุมวิชาการสมิติเวช article
ลงนิตยสารญี่ปุ่น
ภาพงานบรรยายที่ โรงพยาบาล BNH
เข้าประชุมวิชาการThe 6th SICOT/SIROT Annual International Conference



Copyright © 2010 All Rights Reserved.